การขอสินเชื่อไฟแนนซ์รถยนต์ไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานประจำ แต่ก็มีบางเงื่อนไขที่ควรรู้ก่อนยื่นขอสินเชื่อ จะได้ไม่ถูกปฏิเสธจากสถาบันการเงินให้เสียใจ เสียเวลา

1.สมุดบัญชีมีการเคลื่อนไหวประจำ

สมุดบัญชีเป็นสิ่งสำคัญในการยื่นขอไฟแนนซ์ เนื่องจากสมุดบัญชีจะแสดงรายรับ (ทั้งประจำและไม่ประจำ) ซึ่งมีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อโดยตรง หากเป็นพนักงานประจำ ควรมีเงินเดือนผ่านบัญชีเป็นประจำทุกเดือน หากเป็นเจ้าของกิจการ ก็ควรมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอเช่นกัน ซึ่งกรณีนี้ เจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์จะคำนวณรายได้เฉลี่ยในแต่ละเดือน ว่าเพียงพอต่อการชำระค่างวดหรือไม่

หากไม่ได้อัพเดตสมุดบัญเป็นประจำ สามารถขอสเตทเม้นท์ย้อนหลังที่มีตราประทับจากธนาคารเพื่อยื่นไฟแนนซ์ได้ แต่หากเป็นการปริ๊นต์จากระบบอินเตอร์เน็ตของธนาคารด้วยตัวเองนั้น อาจส่งผลให้ความน่าเชื่อถือของเอกสารลดลงได้

2.เงินคงเหลือในบัญชีไม่มีผลเสมอไป

หลายคนเมื่อได้รับเงินเดือนมา ก็รีบถอนออกมาเป็นเงินสดหรือโอนไปเก็บไว้บัญชีอื่น ทำให้เกิดความกังวลว่าไฟแนนซ์จะมองเป็นผู้ไม่มีความสามารถในการชำระค่างวดหรือไม่ แต่ในความเป็นจริงไฟแนนซ์จะดูที่รายรับประจำเป็นหลัก หากมีเงินเข้าสม่ำเสมอทุกเดือนก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

3.เงินเดือนควรสูงกว่าค่างวดเป็น 2 เท่า

เงินเดือนผู้ขอไฟแนนซ์ควรสูงกว่าค่างวดที่จะชำระอย่างน้อย 2 เท่า จึงจะมีโอกาสผ่านโดยไม่ต้องใช้ผู้ค้ำประกัน อาจใช้วิธีเพิ่มเงินดาวน์หรือยืดระยะเวลาผ่อนให้นานขึ้นได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

4.ทำงานประจำมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป

สำหรับผู้ที่ทำงานประจำ ควรมีอายุงานมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของรายได้ หากอายุงานไม่ถึง 3 เดือน นั่นแปลว่าอยู่ระหว่างการทดลองงาน ซึ่งไฟแนนซ์มองว่าเป็นโอกาสเสี่ยงที่จะถูกบริษัทเลิกจ้าง ดังนั้น หากอายุงานไม่ถึงก็คงต้องอดใจรออีกนิดนึง

5.เอกสารไม่ตรงกับความเป็นจริง

ความถูกต้องของเอกสารประกอบการพิจารณาถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไฟแนนซ์จะติดต่อไปยังฝ่ายบุคคลของบริษัทที่คุณทำงานอยู่ เพื่อยืนยันว่าคุณมีอาชีพมั่นคงจริง รวมถึงการแวะไปหาที่บ้าน เพื่อยืนยันว่าคุณมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ดังนั้น การให้ข้อมูลที่แท้จริงกับไฟแนนซ์จะส่งผลให้อนุมัติง่ายขึ้นได้

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานที่บ่งบอกความสามารถในการชำระเงินของคุณเอง หากไฟแนนซ์เกิดไม่อนุมัติรถใหม่ให้คุณ ก็อย่าเพิ่งไปหาว่าเขาใจร้ายนะครับ เพราะนั่นอาจแปลว่าคุณไม่พร้อมจะซื้อรถตั้งแต่แรกนั่นเอง

ที่มา : Sanook.com